Sasina 的个人资料Sasina's space照片日志列表更多 工具 帮助

日志


10月29日

กลัวตาย..ท่านจะต้องตายอีก

*-*  ความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับมนุษย์ทุกคน  ความกลัวอันนี้กลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวันและในชีวิตประจำวัน ที่ทุกคนต้องพานพบ  แต่ก็ไม่ค่อยมีใครสามารถตัดใจจากมันได้เลย...  เว้นแต่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์เท่านั้น
...................................
แม้พระพุทธเจ้าจะพร่ำสอนสักเท่าใดว่า
....ความตายเป็นเรื่องธรรมดา 
....ใครเกิดมาก็ตายหมดโลก
....ทุกคนต่างบ่ายหน้าไปสู่ความตาย
....เมื่อตายทรัพย์สินสักนิดก็เอาติดตามไปไม่ได้
....ผู้ที่เศร้าโศกถึงคนตาย  ก็เหมือนเด็กน้อยร้องไห้ขอพระจันทร์ในอากาศ
 
พระพุทธองค์ยังสอนย้ำให้ชัดเจนขึ้นว่า
..จะตายก็ไปคนเดียว  จะเกิดก็มาคนเดียว  จะอยู่ก็ทุกข์คนเดียว
ความสัมพันธ์ของคนและสัตว์บนโลกใบนี้ ก็แต่เพียงได้เกิดมาพบปะเกี่ยวข้องกันชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง
..ผู้ที่โศกสลดสลัดใจจากความเศร้าเพราะการตายไม่ได้เขาย่อมประสบความทุกข์หนักยิ่งขึ้นอีก
10月15日

พระสุตตันตปิฏก

 

 


พระสุตตันตปิฏก
เล่ม ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
จุลศีล

ศีลอย่างเล็กน้อย

๑. เว้นจากฆ่าสัตว์ , ลักทรัพย์, ประพฤติล่วงพรหมจรรย์.
๒. เว้นจากพูดปด, พูดส่อเสียด ( ยุให้แตกกัน) , พูดคำหยาบ ๆ , พูดเพ้อเจ้อ.
๓. เว้นจากทำลายพืชและต้นไม้.
๔. ฉันมื้อเดียว เว้นจากการฉันอาหารในเวลากลางคืน , เว้นการฉันในเวลาวิกาล, เว้นจากฟ้อนรำขับร้อง ประโคม และดูการเล่น, เว้นจากทัดทรง ประดับประดาร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ของหอม เครื่องทา เครื่องย้อมผัดผิวต่าง ๆ , เว้นจากที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่มีภายในใส่นุ่นหรือสำลี, เว้นจากการรับทองและเงิน.
๕. เว้นจากการรับข้าวเปลือกดิบ, เนื้อดิบ, เว้นจากการรับหญิง หรือหญิงรุ่นสาว, เว้นจากการรับทาสี ทาสา, เว้นจากการรับแพะ, แกะ, ไก่, สุกร, ช้าง, โค, ม้า, ลา, เว้นจากการรับนา, สวน.
๖. เว้นจากการชักสื่อ, การค้าขาย, การโกงด้วยตาชั่ง ด้วยเงินเหรียญ ( สำริด) และด้วยการนับ ( ชั่ง, ตวง, วัด,) . เว้นจากการใช้วิธีโกงด้วยให้สินบน หลอกลวงและปลอมแปลง, เว้นจากการตัด ( มือ , เท้า ) การฆ่า การมัด การซุ่มชิงทรัพย์ ( ในทาง ) การปล้น การจู่โจมทำร้าย.

พระสุตตันตปิฏก

 พระสุตตันตปิฏก
เล่ม ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

 มหาศีล

ศีลอย่างใหญ่

๑. เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายนิมิต , ทายฝัน, ทายหนูกัดผ้า เป็นต้น.
๒. เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ดูลักษณะแก้วมณี , ลักษณะไม้ถือ, ลักษณะผ้า , ลักษณะศัสตรา เป็นต้น.
๓. เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายทักเกี่ยวกับพระราชา ด้วยพิจารณาดาวฤกษ์
๔. เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายจันทรุปราคา สุริยปราคา เป็นต้น.
๕. เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายฝนชุก ฝนแล้ง เป็นต้น.
๖. เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น การบน , การแก้บน , การประกอบยา เป็นต้น.
( ในที่นี้มีคำว่า ติรัจฉานวิชา อย่างพิสดาร ฝรั่งใช้คำว่า low arts เมื่อพิสจารณาตามศัพท์ “ ติรัจฉาน” ซึ่งแปลว่า “ ไปขวาง” ก็หมายความว่า วิชาเหล่านี้ขวาง หรือไม่เข้ากับความเป็นสมณะ มิได้หมายความว่าเป็นวิชาของสัตว์ดิรัจฉาน เพราะฉะนั้น ถ้อยคำที่พระไม่ควรพูด จึงจัดเป็นติรัจฉานกถา คือถ้อยคำที่ขวาง หรือขัดกับสมณสารูป. วิชาที่พระไม่ควรเกี่ยวจึงจัดเป็นติรัจฉานวิชา คือวิชาที่ขวาง หรือขัดกับความเป็นพระ . ส่วนสัตว์ดิรัจฉานที่มีชื่ออย่างนั้น เพราะเพ่งกิริยาที่ไม่ตั้งตัวตรง เดินไปอย่างคน แต่เอาตัวลง เอาศีรษะไปก่อน เมื่อไม่ได้ไปตรง ก็ชื่อว่าไปขวาง)

พระสุตตันตปิฏก

พระสุตตันตปิฏก
เล่ม ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

มัชฌิมศีล

ศีลอย่างกลาง

๑. เว้นจากการทำลายพืช ๒. เว้นจากการสะสมอาหารและผ้า เป็นต้น
๓. เว้นจากการเล่นหลากชนิด เช่น ฟ้อนรำ เป็นต้น
๔. เว้นจากการพนันต่างชนิด ๕. เว้นจากที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่
๖. เว้นจากการประดับประดาตกแต่งร่างกาย
๗. เว้นจากการติรัจฉานกถา ( พูดเรื่องไร้ประโยชน์หรือที่ขัดกับสมณเพศ)
๘. เว้นจากการพูดแข่งดีหรือข่มขู่กัน ๙. เว้นจากการชักสื่อ
๑๐. เว้นจากการพูกปด, การพูดประจบ , การพูดอ้อมค้อม ( เพื่อหวังลาภ), การพูดกด, การพูดเอาลาภแลกลาภ ( หวังของมากด้วยของน้อย). ( ในแต่ละข้อนี้มีการแจกรายละเอียดออกไปมาก

พระสุตตันตปิฏก

พระสุตตันตปิฏก
เล่ม ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
จุลศีล

ศีลอย่างเล็กน้อย

๑. เว้นจากฆ่าสัตว์ , ลักทรัพย์, ประพฤติล่วงพรหมจรรย์.
๒. เว้นจากพูดปด, พูดส่อเสียด ( ยุให้แตกกัน) , พูดคำหยาบ ๆ , พูดเพ้อเจ้อ.
๓. เว้นจากทำลายพืชและต้นไม้.
๔. ฉันมื้อเดียว เว้นจากการฉันอาหารในเวลากลางคืน , เว้นการฉันในเวลาวิกาล, เว้นจากฟ้อนรำขับร้อง ประโคม และดูการเล่น, เว้นจากทัดทรง ประดับประดาร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ของหอม เครื่องทา เครื่องย้อมผัดผิวต่าง ๆ , เว้นจากที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่มีภายในใส่นุ่นหรือสำลี, เว้นจากการรับทองและเงิน.
๕. เว้นจากการรับข้าวเปลือกดิบ, เนื้อดิบ, เว้นจากการรับหญิง หรือหญิงรุ่นสาว, เว้นจากการรับทาสี ทาสา, เว้นจากการรับแพะ, แกะ, ไก่, สุกร, ช้าง, โค, ม้า, ลา, เว้นจากการรับนา, สวน.
๖. เว้นจากการชักสื่อ, การค้าขาย, การโกงด้วยตาชั่ง ด้วยเงินเหรียญ ( สำริด) และด้วยการนับ ( ชั่ง, ตวง, วัด,) . เว้นจากการใช้วิธีโกงด้วยให้สินบน หลอกลวงและปลอมแปลง, เว้นจากการตัด ( มือ , เท้า ) การฆ่า การมัด การซุ่มชิงทรัพย์ ( ในทาง ) การปล้น การจู่โจมทำร้าย.

9月25日

คำตรัสแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ควรเป็นผู้หนักในเหตุผลซึ่งเป็นเรื่องของธรรมแท้ ไม่ควรปล่อยให้ความอยากที่คอยผลักดันอยู่ตลอดเวลาออกมาเพ่นพ่านในวงปฏิบัติ จะมาทำลายธรรมอันเป็นแนวทางที่ถูกและเป็นแบบฉบับแห่งการดำเนินเพื่อความพ้นทุกข์ จะทำให้ทุกสิ่งที่มุ่งปรารถนาเสียไปโดยลำดับ

 

 

9月21日

พระคาถาแคล้วคลาดโมรปริต (นกยูงทอง)



โมระปะริตตัง (คาถายูงทอง)
 
ในบรรดาพระป่าสายพระอาจารย์มั่น ส่วนมากได้ให้ความนับถือพระคาถาบทหนึ่ง คือพระคาถาโมรปริตหรือชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า"พระคาถานกยูงทอง"

ความเดิมมีอยู่ว่า มีพญายูงทอง ตัวหนึ่งที่มีชีวิตแคล้วคลาดจากการถูกเข่นฆ่ามาได้โดยตลอด แม้พระราชาหรือนายพรานที่มีความชำนาญก็ยังจับไม่ได้ พญายูงทองได้ท่องพระคาถานี้มาโดยตลอด แม้จะถูกดักด้วยแร้ว กลไกของแร้วก็ไม่ลั่น จนกระทั่งมีนายพรานที่มีปัญญาหลักแหลมจึงหาอุบายเอานกยูงตัวเมียที่ฝึกไว้จนเชื่องและปฎิบัติตามคำสั่ง ได้เข้าไปล่อและส่งเสียงร้องก่อนที่พญายูงทองจะท่องพระคาถา พญายูงทองก็เกิดความกระสันด้วยกิเลส ลืมร่ายมนต์และเข้ามาหานางนกยูง เลยถูกบ่วงแร้วรัดตัวและถูกจับไว้ได้ในที่สุด

พระคาถาที่พญายูงทองได้สวดท่องทุกเช้าและค่ำมีดังนี้ 

บทสวดตอนเช้า       
 
อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา ฯ

บทแปล

พระอาทิตย์เป็นดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่าง กำลังอุทัยขึ้นมา ผู้สาดแสงสีทองส่องพื้นปฐพี ข้าพจ้าทั้งหลาย อันท่านคุ้มครองแล้ว พึงอยู่เป็นสุข ตลอดเวลากลางวันวันนี้
ท่านผู้ลอยบาปได้แล้ว เหล่าใด เป็นผู้รู้จบในธรรมทั้งปวง ขอท่านผู้ลอยบาปแล้วเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้าพเจ้าเถิด ขอท่านผู้ลอยบาปแล้วเหล่านั้น โปรดรักษาข้าพเจ้าด้วยเถิด ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้าพจ้า จงมีแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว จากกิเลสทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้น กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงเที่ยวไปแสวงหาอาหาร


บทสวดตอนค่ำ

อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ

นะมัตถุ พุทธานัง : ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
นะมัตถุ โพธิยา : ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแด่พระโพธิญาณ
นะโม วิมุตตานัง : ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย
นะโม วิมุตติยา : ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแด่วิมุตติธรรม
       
บทแปล

พระอาทิตย์เป็นดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่าง กำลังลาลับไป จากการส่องแสงแก่พื้นปฐพี เพราะเหตุนั้น ข้าเจ้าขอนอบน้อม ซึ่งพระอาทิตย์นั้น ผู้สาดแสงสีทองส่องพื้นปฐพี ข้าพเจ้าทั้งหลาย อันท่านคุ้มครองแล้ว พึงอยุ่เป็นสุขตลอดราตรีนี้
ท่านผู้ลอยบาปได้แล้วเหล่าใด เป็นผู้รู้จบในธรรมทั้งปวง ขอท่านผู้ลอยบาปแล้วเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้าพเจ้าเถิด ขอท่านผู้ลอยบาปแล้วเหล่านั้น โปรดรักษาข้าพเจ้าด้วยเถิด ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ผู้หลุดพ้นแล้ว จากกิเลสทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าเจ้า จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้น กระทำปริตรอันนี้แล้ว จึงพักผ่อนหลับนอนแล

เรื่องราวข้างล่างนี้ลอกมาจากเวปนะครับ ลองอ่านดู

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นปีที่คณะเสรีไทยกำลังโด่งดังมาก บ้านหนองผือก็เป็นอีกแห่งที่ คณะเสรีย์ไทยได้เข้าไปตั้งค่าย เพื่อฝึกอบรมคณะครูและประชาชนชายหนุ่มให้ไปเป็นกองกำลังทหาร ต่อสู้ ขับไล่ทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้น คุณครูหนูไทย สุพลวานิช ( ชาวบ้านหนองผือ ผู้อยู่ในเหตการณ์และเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว ปัจจุบัน ( พ.ศ. ๒๕๔๔ ) ใช้ชีวิตอยู่ในอำเถอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ) เป็นผู้หนึ่งที่ถูกเกณฑ์ให้ไปฝึกอบรมในค่ายนี้ ท่าน เกิดที่บ้านหนองผือนี่เอง เป็นธรรมดาสัญชาตญาณของคนเรา เมื่อตกอยู่ในภาวะเหตุการณ์เช่นนี้ จึงทำให้ แสวงหาสิ่งพึ่งพิงทางใจในยามคับขัน ช่วงเวลาว่างในการฝึกก็นั่งพักผ่อนตามอัธยาศัย พูดคุยสรวลเสเฮฮา กับหมู่เพื่อนร่วมค่ายหลายเรื่องหลายราว จนกระทั่งมาถึงเรื่องของดีของขลังของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อป้องกัน อันตรายที่จะมาถึงตัว มีเพื่อนคนหนึ่งในจำนวนนั้นได้พูดขึ้นว่า " ท่านพระอาจารย์ใหญ่ในวัดป่าบ้านหนองผือ ทราบข่าวว่าท่านเป็นพระดีองค์หนึ่ง พวกเราจะไม่ลองไปขอของดีกับท่านดูบ้างหรือ ท่านคงจะให้พวกเรา "

ด้วยคำพูดของเพื่อนจึงทำให้คุณครูหนูไทยนำไปคิดเป็นการบ้าน วันต่อมาคุณครูหนูไทยหาแผ่นทอง มาได้แผ่นหนึ่ง มาตัดเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ วางใส่จานขันธ์ห้า แล้วให้โยมผู้เฒ่าทายกวัดที่เป็นญาติซึ่งไปจังหัน ที่วัดในตอนเช้านำแผ่นทองถวายท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อให้ท่านทำหลอดยันต์ให้แต่โยมผู้ที่นำแผ่นทองไปนั้น ไม่กล้าเข้าไปหาท่านพระอาจารย์มั่นโดยตรง จึงให้พระอุปัฏฐากเข้าไปลองถามท่านดูก่อน ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พูดตอบพระอุปัฏฐากว่า " เขาอยากได้ กะเฮ็ดให้เขาสั้นตั๊ว " ( หมายความว่า เขาต้องการก็ทำให้เขาได้จะเป็น อะไร ) เมื่อพระอุปัฏฐากเข้าใจแล้วจึงบอกให้โยมเอาแผ่นทองมาให้ท่าน รออยู่ประมาณสามวันพระอุปัฏฐาก ท่านก็นำหลอดยันต์นั้นมาให้โยมแล้วโยมผู้เฒ่าคนนั้นจึงนำมาให้คุณครูหนูไทยอีกทีหนึ่ง คุณครูหนูไทยเมื่อได้ ของดีแล้วก็มีความดีอกดีใจเป็นอันมาก ทะนุถนอมเก็บรักษาไว้ในที่มิดชิด และนำติดตัวไปในทุกสถานที่เลย ทีเดียว

วันหนึ่งว่างจากการฝึกอบรมจึงเดินเที่ยวเล่นไปทางด้านหลังสนาม เผอิญเหลือบไปเห็นพวกเพื่อน สามสี่คนกำลังทำอะไรกันอยู่ข้างมุมสนาม คุณครูหนูไทยจึงเดินไปดูก็เห็นพวกเขากำลังทดลองจะยิง " เขี้ยวหมูตัน " ด้วยอาวุธปืนคาร์ไบน์ ( ชื่อเรียกในสมัยนั้น ) เมื่อเขาทดลองยิงแล้วปรากฎว่า " เขี้ยวหมูตัน " ที่ถือว่าเป็นของขลังศักดิ์สิทธิ์นั้น แตกกระจายไปคนละทิศละทาง เพื่อนคนที่เป็นเจ้าของเขี้ยวหมูตันหน้าถอดสี ไปหมด ส่วนเพื่อนคนที่เป็นคนยิงคงจะย่ามใจ หันหน้ามาถามคุณครูหนูไทยที่เดินเข้าไปสมทบทีหลังว่า " มีของดีอะไรมาลองบ้างเพื่อน " ด้วยความซื่อและความเป็นเพื่อน คุณครูหนูไทยจึงตอบเขาไปว่า " มีอยู่ " แค่นั้นแหละเพื่อนคนนั้นก็ก้าวเท้าเข้ามาเอามือล้วงปั๊บไปทีกระเป๋าเสื้อของคุณครูหนูไทยพร้อมกับพูดขึ้นว่า " ไหนเอาของดีมาลองดูหน่อยซิ " โดยคุณครูหนูไทยคิดไม่ถึงว่าเพื่อนจะกล้าทำได้เช่นนั้น แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว วัตถุสิ่งนั้นจึงติดมือเพื่อนคนนั้นไป คุณครูหนูไทยวอนขอเขาอย่างไร เขาก็ไม่ยอมคืนให้ท่าเดียว

ในที่สุดเขาก็นำตะกรุดยันต์นั้นไปวางที่ระยะห่างประมาณสัก ๓ - ๔ วา แล้วเขาก็ถอยกลับมายกปืน ขึ้นเล็งไปที่ตะกรุดยันต์นั้น เพื่อนทุกคนที่อยู่ที่นั่นเงียบกริบ ต่างคนก็ต่างเอาใจไปจดจ่อที่จุดเดียวกัน สักครู่คนยิงจึงกดไกปืนเสียงดัง " แชะ แชะ " แต่ไม่ระเบิด ทั้งหมดที่อยู่ที่นั่นต่างตกตะลึง ครั้งที่สามเขา ลองหันปลายกระบอกปืนนั้นขึ้นบนฟ้าแล้วกดไกอีกครั้ง ปรากฎว่าเสียงปืนกระบอกนั้นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว บริเวณ ส่วนคุณครูหนูไทยนึกขึ้นได้จึงใช้จังหวะนั้นกระโดดวิ่งเข้าไปหยิบตะกรุดยันต์นั้นอย่างรวดเร็ว แล้ว กำไว้ในมืออย่างหวงแหนที่สุด ถึงแม้พวกเพื่อน ๆ จะขอดูขอชม ก็ไม่อยากให้เขาดูเขาชม เดินบ่ายเบี่ยง ไปทางอื่น แต่พวกเพื่อนก็ขอดูขอชมจนได้ เสร็จแล้วทุกคนจึงพากันเลิกลา กลับไปที่พักของตนด้วยความ ฉงนสนเท่ห์และตื่นเต้นในอภินิหารตะกรุดยันต์ของท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างมาก อันนี้คุณครูหนูไทยเล่าให้ ฟังอย่างนั้น

ภายหลังต่อมาบางคนทราบข่าวจึงพากันไปขอจากท่านพระอาจารย์มั่นที่วัด ส่วนมากจะได้เป็น แผ่นผ้าลงอักขระคาถาด้วยยันต์ สำหรับตะกรุดแผ่นทองนั้นไม่ค่อยมี เพราะแผ่นทองสมัยนั้นหายากมาก ต่อมาไม่นานท่านพระอาจารย์มั่นคงเห็นว่ามากไปจนเกินเลย จึงบอกให้เลิก ท่านบอกว่าสงครามเขาจะสงบแล้ว ไม่ต้องเอาก็ได้ พวกตะกรุดยันต์ ผ้ายันต์ เหล่านั้น นั่นมันเป็นของภายนอก สู้เอาคาถาบทนี้ไปบริกรรมแนบ กับใจไม่ได้ ให้บริกรรม ทุกเช้าค่ำจนขึ้นใจ แล้วจะปลอดภัยอันตรายต่างๆ จะไม่มากล้ำกรายตัวเราได้เลย คาถาบทนั้นว่าดังนี้ "นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา" ฯลฯ เป็นบทสวด ส่วนหนึ่งของบทสวดโมระปะริตตัง ( คาถายูงทอง )

ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านหนองผือเลยไม่กล้าขอท่านอีก และเป็นความจริงตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นพูด ยังไม่ถึง ๗ วันก็ได้ทราบข่าวว่า เครื่องบินทหารอเมริกันบินไปทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่นย่อยยับ จนในที่สุดประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม และสงครามในครั้งนั้นก็สงบจบสิ้นลง ดังที่พวกเราท่านทั้งหลายได้รู้จักกันแล้วในหน้าประวัติศาสตร์นั้นแล


อ่านเพื่มเติมได้อีกที่เวปข้างล่างนี้ค่ะ
http://www.agalico.com/board/archive/index.php/t-7856.html
http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=8966
ขอบคุณนายแห้ว เวป 3 ยิ้ม

หลวงตาออนไลน์

เรียนเชิญฟังธรรม เวปหลวงตา มหาบัว  คลิกที่ FM 103.25
เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นกันนะค่ะ  กุหลาบแดง
 
 
 
6月11日

ความผูกพัน

โดย รศ.พญ.จิรพรรณ มัธยมจันทร์
***************


ความผูกพัน หมายถึง การเกาะเกี่ยวกันทางใจด้วยความรักหรือความโกรธเกลียด หรือความหลง ทำให้ปล่อยวางหรือลืมเรืองนั้นเสียไม่ได้ สิ่งนั้นก็จะเกาะติดอยู่ในใจติดตามตัวไปทุกแห่งทุกหน ทำให้หาความผาสุก ความเป็นอิสระไม่ได้ เหมือนขาที่ถูกคล้องไว้ด้วยโซ่ตรวน ย่อมจะหนักและเดินลำบาก การมีความผูกพันกับสิ่งใด คนใด เรื่องใด ก็ไม่ต่างกับการมีโซ่ตรวนล่ามขาอยู่ฉะนั้น การผูกพันกันด้วยความรัก ใช่ว่าจะทำให้เกิดความสุขเสมอไป เมือมีความรักก็ย่อมมีความห่วงใยเป็นธรรมดา อยากให้คนที่ตนรักเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ความอยากของคนเราใช่ว่าจะได้ดังที่อยากเสมอไปก็หาไม่ บางครั้งก็ไม่สมอยาก พระพุทธองค์จึงได้ทรงตรัสสอนว่า "ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง แปลว่า ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์" ผูกพันด้วยความโกรธ ความเกลียด โดยไม่ละ ไม่วาง ยังผูกใจเจ็บแค้นกันอยู่ตลอดเวลา ก็เหมือน เอาโซ่ตรวนล่ามกันไว้เช่นกัน การที่จะอธิษฐานจิตว่า "เกิดชาติใดขออย่าให้ได้พบได้เจอคนอย่างนี้อีกเลย" ก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะใจเราผูกพันกับเขาด้วยความโกรธ ความเกลียด ความชิงชังอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยแกะโซ่ตรวนที่ล่ามติดกับเขาไว้ แล้วจะพ้นจากคนที่เราไม่ชอบได้อย่างไร ตราบใดที่ยังไม่แกะโซ่ตรวนออกก็ต้องตามผจญกรรมกันไปทุกภพทุกชาติ ไม่ว่าจะอธิษฐานอย่างไร ถ้าไม่ชอบใคร ไม่อยากเจอใคร ต้องทำใจไม่ให้นึกถึงคนนั้น เรื่องเกี่ยวกับคนนั้น หรือถ้านึกถึงก็ให้น้อยที่สุด ยิ่งอโหสิกรรมหรือให้อภัยกันเสีย ก็จะมีโอกาสหนีพ้นจากกัน เปรียบเหมือนแกะโซ่ตรวนออกแล้ว ก็ย่อมเป็นอิสระ ไม่ต้องไปเผชิญเวรเผชิญกรรมกันอีกทุกภพทุกชาติ ยิ่งทำดี มีเมตตากรุณากับผู้ที่เราไม่ชอบ ผลแห่กรรมดีที่เรากระทำยิ่งสูงกว่าคนที่เราไม่ชอบเท่าใด ภพ ภูมิก็จะต่างกันเท่านั้น ยิ่งเกลียด ยิ่งไม่อยากเห็นหน้ากัน ก็อย่าฝังใจอยู่ทุกวี่วัน ยิ่งจะดึงเขาเข้ามาหาเรามากขึ้นเท่านั้น จึงต้องตามผจญกันไปทุกชาติ อยากให้พ้นจากใคร ก็จงให้อภัยทาน จะได้หมดเวรหมดกรรมกัน

การผูกพันด้วยความหลง เป็นเรื่องหนักกว่าเพื่อน เพราะผู้ที่มีความหลงก็คือ เห็นสิ่งที่ผิดเป็นถูก เห็นสิ่งที่ไม่งามเป็นสิ่งที่งาม ฯลฯ ที่โบราณเรียกว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" คือเห็นสิ่งที่เป็นอันตราย (กงจักรเป็นอาวุธที่อันตราย) ว่าเป็นของที่น่ารัก น่าบูชา แม้ใครจะบอก ใครจะเตือน ก็ไม่สามารถจะเอาชนะความงมงายหรือความหลงได้ ผู้ที่มีความผูกพันด้วยความหลง จึงจัดเป็นผู้ที่น่าสงสารที่สุด จะอยู่ในสภาพที่เรียกว่า "มดไต่ขอบกระด้ง" หาทางออกไม่ได้ ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นไม่รู้จบ ชีวิตที่มีความผูกพันกับสิ่งใดมากเกินไป ไม่เคยให้ความสุขแก่ผู้ใดเลย รักมากก็ห่วงมาก กลุ้มมาก เกลียดมากก็ร้อนใจมาก จะเห็นว่าล้วนเป็นบ่อเกิดแหงทุกข์ทั้งสิ้น


การเดินสายกลาง อย่าไปผูกพันยึดติดกับสิ่งใด และรู้จักปล่อยวาง จะเป็นหนทางดับทุกข์ได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราเลี้ยงสุนัข เรารักเขามาก ผูกพันกับเขาเหลือเกิน แต่อายุขัยของสุนัขน้อยกว่าคนมาก จึงมักตายก่อน เจ้าของผู้มีความผูกพันกับสุนัขตัวนั้น ก็จะเศร้าสร้อยไปพักหนึ่งทีเดียว ความรักความปรานีเราจะให้แก่ใครก็ได้ และเป็นสิ่งที่ควรให้ แต่การผูกพัน การยึดติดนั้นเป็นเรื่องอันตราย เป็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่อยากมีทุกข์ ก็อย่ายึดติด หรือผูกพันกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด รู้จักปล่อยวาง รู้จักหาอิสรภาพให้แก่ตนเอง จะเป็นสุขในที่สุด...

5月19日

ความรัก

ถาม *-* เมตตา กรุณา กับรัก นั้นเหมือนกันหรือต่างกัน
ตอบ ...  ต่างกันมาก อย่างละทีเดียว ความรักนั้นเป็นสมุทัย   เมตตานั้นเป็นมรรค
ถาม *-* เช่นรักบุตรหลาน ญาติมิตร คิดให้เป็นสุขและให้พ้นทุกข์หรือสงสาร จะว่าเป็นสมุทัยได้อย่างไร รู้สึกรสชาติของใจประกอบด้วยความเอ็นดูปราณี
ตอบ ...  ความรักและความสงสารบุตรหลานญาติมิตร ประกอบด้วยฉันทราคะอาลัยห่วงใยกังวลพัวพันยึดถือ หนักใจไม่โปร่ง เมื่อคนรักเหล่านั้นวิบัติไป เช่น ตาย เป็นต้น ก็เกิดทุกข์เศร้าโศกเสียใจอาลัยคิดถึง ถ้ารักมากก็โศกมาก ส่วนเมตตาเป็นอัปมัญญาไม่มีประมาณและไม่ประกอบด้วยห่วงใยอาลัยพัวพันยึดถือ มีความโปร่งและเบาใจไม่หนัก มีจิตเย็นเป็นสุข...
5月11日

ความเปลี่ยนแปลง

*-* เมื่อก่อน ไม่เคยคิดนะ ไม่เคยที่จะเห็นความทดถอย ความเสื่อมไป ของคน ๆ หนึ่ง
*-* คน ๆ หนึ่งนั้นที่เรามองเขาด้วยความนับถือ ศรัทธา ทุ่มเท และคิดว่าเขาเป็นคนดี ดีที่สุดสำหรับเรา...
 
"กาลเวลาเปลี่ยนไป จิตคนก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา" การเปลี่ยนนั้น มี 2 ทาง คือ ทางที่ดีขึ้น กับทางที่แย่ลง
*-* และวันนี้ เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของคนนั้น แถบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า ใช่คนที่เราเคยคิดว่าเขาดี (ดีที่สุดสำหรับเราเลยนะ )
 
นี่แหละความเปลี่ยนแปลง เป็นอนิจจัง จริง ๆ  ^_^
4月30日

อธิษฐานตามกัน

...คนเราในยามที่รักกันมาก  ก็มักพากันไปทำบุญอธิษฐาน ขอให้ได้อยู่ร่วมคู่กันไปทุกภพทุกชาติ ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นการอธิษฐานที่มิได้อยู่บนสัมมาทิฏฐิ  เป็นการไม่ยอมรับความจริงของความไม่เที่ยง และไม่เป็นไปเพื่อการจางคลาย จากความยึดมั่นถือมั่น
...สมัยก่อนข้าพเจ้าเคยสงสัยหญิงสาวข้างบ้านคนหนึ่งว่าทำไมจึงต้องทนให้สามีขี้เหล้าทำร้ายร่างกายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้ง ๆ ที่สาวเจ้าคนนี้ ก็เป็นคนหารายได้อยู่เพียงคนเดียว แต่พอได้มาศึกษาธรรมะจึงทำให้พอสันนิฐานได้ว่า เหตุปัจจัยส่วนหนึ่งคงมาจากการอธิษฐานขอให้ได้อยู่ร่วมชีวิตกันก็เป็นได้
 
ในเรื่องการอธิษฐานทำนองนี้ หลวงปู่ดู่ท่านสั่งห้าม ท่านว่า กาลเวลาผ่านไปแต่ละคนก็มีการสั่งสม หรือพัฒนาการต่าง ๆ กันไป เรียกว่า ธรรมไม่เสมอกัน
^_^   มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาทำบุญกับหลวงปู่ เมื่อทำบุญเสร็จแล้วก็พากันตั้งจิตอธิษฐานอะไรอยู่ในใจ ขณะนั้น หลวงปู่ก็ทักขึ้นว่า สามีภรรยาไม่ต้องอธิษฐานตามกัน เพราะจะดึงกัน อีกคนไปได้ อีกคนไปไม่ได้... มันจะดึงกัน
 
เรื่องนี้จึงสอนให้ระมัดระวังไม่ให้ไปเที่ยวอธิษฐานตามคนรักหรือใคร ๆ เพราะวิบากกรรมอันเกิดจากการอธิษฐานที่ไม่กอปรด้วย สัมมาทิฏฐิ ก็อาจกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมในวันข้างหน้าได้
 
นี่แหละที่ว่า "ความรักทำให้คนตาบอด" และแทนที่จะเป็นบุพเพสันนิวาส ก็อาจกลับกลายเป็นบุพเพอาละวาด!!
 
(จากบทความ ตามรอยธรรม ย้ำรอยครู พระพรหมปัญโญ) _/\_ 
4月28日

ธรรมมาพาให้ชวนคิด

 ^_^  พระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาไม่ล้าสมัย... แต่ผู้วิจัยพิจารณาไม่อยู่ระดับเดียวกัน ก็จำเป็น จำไปจะตีพระคุณค่าสูงต่ำลุ่มดอนต่างกันไปตามอิสระเสรีของเจ้าตัว  ตามวาสนาบารมีที่สร้างมาแต่ปางชาติ ปางก่อนไม่เสมอกัน ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา ด้านปัญญาอันเป็นนายหน้าของศีล และสมาธิอันเป็นพละพลัง ทรงบังลังในปัจจุบันแข็งแกร่งไม่เสมอกัน จึงกลายเป็นพรรคเป็นพวกแห่งความเห็นไปซะแล้ว แต่ก็ต้อง อาศัยความเมตตาปราณีสามัคคียสมานมิตรสมานฉันท์กันกลมเกลียวไว้ เพราะเราคนเดียวเป็นโลกมนุษย์ ไม่ได้ เราคนเดียวเป็นประเทศไม่ได้ เราคนเดียวเป็นพระนครหลวงไม่ได้ เป็นภาคจังหวัด  อำเภอ  ตำบล หมู่บ้านครอบครัว กระทรวงนั้นกระทรวงนี้ไม่ได้ และฝ่ายนานาศาสนา แม้พระพุทธศาสนาอันเป็นจอมพล ของศาสนาที่เรียกว่า อริยะสัจจะศาสนาเล่าก็ต้องอาศัยพรรคอีกจะเว้นไม่ได้ แม้ผึ้งและปลวกซึ่งเป็นสัตว์เล็กๆ มันยังควบคุมกันอยู่ได้เป็นพวกๆ ตามกรรมและผลของกรรมใครมัน เพราะกรรมและผลของกรรมย่อมจำแนก ....สัตว์ให้ดีและเลวต่างกันเป็นพวกๆ เป็นบุคคล ( พระพุทธศาสนายืนยันแข็งแกร่ง ) การยืนยันตามอริยะสัจจะ ธรรมไม่เป็นอุปาทานเลย ...
 
(หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
วัดบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ )  อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร )
4月17日

ความฝัน... บอกอะไรเรา

การฝัน คือ การนึกเห็นเป็นเรื่องราวในขณะหลับ ขณะฝันจะรู้สึกว่าสิ่งที่เห็น หรือสัมผัสนั้น เหมือนจริงหรือเกินจริง คนเราฝันกันคืนละ 4-5 เรื่อง จนถึงนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อรวมตลอดชั่วชีวิตแล้ว อาจรวมได้เป็นแสนครั้ง
 เหตุการณ์ในความฝันอาจจะดูยาวนานหลายชั่วโมง หรืออาจยาวเป็นวันๆ แต่จากการวิจัยพบว่า ความฝันส่วนใหญ ่จะกินเวลาเพียง 2-3 วินาที ไปจนถึงนานที่สุดไม่เกิน 40 นาที โดยประมาณ ในความฝันจะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเราเอง ชีวิตของเรา ความสามารถของเรา และความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆ
 
จากการศึกษาวิจัยเรื่องการหลับของมนุษย์ โดยใช้เครื่องตรวจคลื่นสมอง (Electroencephalography - EEG) บันทึกคลื่นสมองที่เกิดขึ้นระหว่างหลับ พบว่า คลื่นสมองในขณะหลับมีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งอาจแบ่งการหลับได้เป็น 4 ระยะ คือ ระยะงัวเงีย ระยะหลับตื้น ระยะหลับสนิทหรือหลับลึก และระยะก่อนตื่น  ช่วงเวลาที่คนเราฝันบ่อยที่สุด ก็คือช่วงระหว่างหลับตื้นและหลับลึก หรือ REM Sleep นี่เอง และ 80-90% จะจำความฝันนั้นได้
 
แต่ก็มีหลายคนที่เชื่อว่า ความฝันคือข่าวสารที่ส่งมาจากจิตใต้สำนึก เพื่อกระตุ้นให้เราสนใจพิจารณาเรื่องต่างๆ บางครั้งมันจะเปิดเผยความขัดแย้ง ที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

Sigmund Freud บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ กล่าวไว้ว่า ความฝันที่เราไม่เข้าใจ ก็เปรียบได้กับจดหมายที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน ซึ่งก็หมายถึงข่าวสารที่มาจากจิตใต้สำนึก ที่เราไม่มีโอกาสได้รับนั่นเอง....
 
 
 
4月8日

--*

สัตว์ทั้งหลายจึงพากันแบกแต่กองทุกข์ หาเวลาปล่อยวางไม่ได้เลยจนกระทั่งบัดนี้ แล้วยังจะแบกต่อจากนี้ไปจนตลอดอนันตกาลหาเวล่ำเวลาปล่อยวางไม่ได้ ถ้าไม่ปลดเปลื้องตัวจอมปลอมที่ผูกมัดรัดรึงจิตใจนี้ออกด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้าเสียเมื่อใดแล้ว จะไม่มีวันหลุดพ้นจากทุกข์นี้ไปได้เลย จะบ่นขนาดไหนก็บ่นเถอะ บ่นเรื่องทุกข์บ่นเท่าไรก็หมดลมไปเปล่า ๆ ถ้าไม่แก้ต้นเหตุแห่งความทุกข์ที่ให้เกิดทุกข์นั้นออกไปได้ด้วยอรรถด้วยธรรม
3月30日

มิจฉาวณิช

มิจฉาวณิช คือการค้าขายที่ไม่ชอบด้วยธรรม ผิดศีลธรรม ได้แก่

๑. ค้าอาวุธ

๒. ค้ามนุษย์

๓. ค้าสัตว์สำหรับฆ่าเป็นอาหาร

๔. ค้าของเมา

๕. ค้ายาพิษ

ใครก็ตามที่ประกอบอาชีพ ๕ ประการข้างต้นนี้

ย่อมได้ชื่อว่าทำงานที่เป็นโทษ ก่อให้เกิดโทษแก่ตนเองมากมายสุดประมาณ
แม้จะร่ำรวยเร็ว ก็ไม่คุ้มกับวิบากแห่งกรรมที่จะต้องรอรับในวันข้างหน้าเลย

เท่านี้ก็เข้าข่ายบาปแล้วหรือ? ท่านก็ตอบให้ตรง ๆ ค่ะว่า

 ถึงแม้จะไม่ได้ค้าขายเองโดยตรง

แต่ก็ถือว่าเป็นการส่งเสริมการค้า

ทำให้การค้าขายในสิ่งนั้น ๆ รุ่งเรือง

เหล้าจะขายดีมากขึ้น คนในสังคมจำนวนมาก จะติดเหล้ามากขึ้น

อกุศลที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น อกุศลที่เกิดแล้ว จะรุนแรงยิ่งขึ้น และในวงกว้างขึ้น

**ได้ฟังข่าวจากรัฐบาลว่า จะให้งดขายเหล้าช่วง สงกรานต์วันที่ 13 เม.ย. วันเดียว**

เราไม่รู้ว่ารัฐบาลทำถูกหรือผิด ...!!!!

3月26日

วิธีละมิจฉาทิฏฐิ

377 วิธีละมิจฉาทิฏฐิ

ปัญหา ทำอย่างไรจึงจะละมิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ และอัตตานุทิฏฐิได้ ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เห็นจักษุ... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ว่าเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิ รู้เห็น รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์.... รู้เห็น จักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ... รู้เห็น จักขุสัมผัส... โสตสัมผัส...ฆานสัมผัส... ชิวหาสัมผัส... กายสัมผัส... มโนสัมผัส... รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะผัสสะเหล่านี้เป็นปัจจัย ว่าเป็นของไม่เที่ยงจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เห็นจักษุ (เป็นต้นนั้น) ว่าเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฏฐิได้
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เห็นจักษุ...เป็นต้นนั้น) ว่าเป็นอนัตตา จึงจะละสักกายทิฏฐิได้....”

มิจฉาทิฏฐิสูตร สฬา. สํ. (๒๕๔-๒๕๖)
ตบ. ๑๘ : ๑๘๔-๑๘๙ ตท. ๑๘ : ๑๖๖-๑๖๗
ตอ. K.S. ๔ : ๙๓

3月17日

ปัญญา

ผู้มีปัญญาฟังรักษาจิตที่ดิ้นรนและเห็นได้ยาก
ทั้งละเอียดและมักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่
จิตที่อบรมคุ้มครองดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้...
 
หัวใจสีแดง ด้วยเหตุปัจจัยที่หมั่นอบรมตนเอง ทั้งลดละกิเลสอยู่อย่างสม่ำเสมอ ก็จัดว่าเป็นการสะสมบารมี คือความดีอันเหมาะสม ทำให้มาก เจริญให้มาก สภาวะจิตจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ในหนทางแห่งการขัดเกลาจิตตนเอง ความสะอาด ความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ถูกธรรมะอบรมดีแล้ว ย่อมซึมซับจนจิตและธรรมเป็นอันเดียวกัน  สภาวะธรรม - ดวงธรรม - กระแสธรรม ย่อมปรากฎชัดในจิตตน